News and Article
ซับวูฟเฟอร์ หน้าต่างที่เปิดกว้าง Ep. 1 สิ่งที่ควรรู้ในเบื้องต้น

บทความจาก นิตยสาร สเตอริโอ

หน้าต่างที่เปิดกว้าง
นภดล บรรณาธิการ นิตยสารสเตอริโอ
     ลำโพงเปรียบเสมือนหน้าต่างบานสุดท้ายของระบบเครื่องเสียงที่เปิดออกให้เราได้สัมผัสกับเสียงดนตรี ในฉบับนี้เรามาคุยกันถึงส่วนล่างของหน้าต่างที่ไม่ค่อยได้ถูกเปิดออก เปิดแล้วจะพบช่วงความถี่ต่ำๆที่หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นเคย
     หน้าต่างส่วนล่างนี้เป็นหน้าต่างพิเศษที่ทั้งหนาและหนักเปิดออกยากและต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อจัดการได้แล้วก็เหมือนว่ามันได้เปิดมิติใหม่ให้เราได้เห็นสิ่งที่เคยอยู่ในความคลุมเครือ หน้าต่างบานนี้คือซับวูฟเฟอร์นั่นเอง
     ภาพที่เราได้เห็นจากหน้าต่างที่ว่านั้นก็คือเสียงดนตรีที่ลำโพงสร้างขึ้นมาเป็นเสียงดนตรีทั้งหมดตามที่นักดนตรีทั้งวงเขาเล่นรวมทั้งเสียงของบรรยากาศรอบๆ และเสียงทั้งหมดตามบทตามตอนของภาพยนต์ตั้งแต่เสียงพูดเสียงคุยเสียงกระซิบไปจนถึงซาวนด์เอฟเฟ็คท์ทั้งหลาย ลำโพงต้องรับภาระหนักมากเหลือเกินลำโพงอะไรจะทำได้ขนาดนั้น สร้างเสียงของวงดนตรีทั้งวง สร้างเสียงของสถานะการณ์ทั้งหลายเมื่อเล่นโฮมเธียเตอร์

     ส่วนที่สำคัญที่สุดคือย่านเสียงกลาง หน้าที่หลักของลำโพงทั้งหลายคือต้องสร้างเสียงย่านกลางๆให้ดีเป็นอันดับแรก คุณภาพอาจยิ่งหย่อนกว่ากันบ้างในคุณภาพระดับที่สุดของที่สุด ความถี่ย่านบนสุดและล่างสุดจำยอมว่ามีข้อจำกัดทำดีเท่าที่ทำได้

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงสองทางหรือใช้ไดรเวอร์เพียงสองตัวเพื่อสร้างเสียงทั้งย่าน วูฟเฟอร์ต้องรับผิดชอบตั้งแต่ราวๆ 2000Hz ลงมาถึงช่วงต่ำสุด ในการออกแบบต้องมีการประนีประนอมละทิ้งเบสส์ต่ำๆไปเพื่อเอาเบสส์บนๆและเสียงกลางไว้ ถึงแม้จะเป็นลำโพงสามทางวูฟเฟอร์ก็ยังต้องทำงานในช่วงความถี่กว้างมากอยู่ดี ถ้าหากให้มันเอาดีในด้านความถี่ต่ำมากๆตั้งแต่ 20 Hzเป็นต้นไป พร้อมกับเบสส์ย่านกลางและสูงขึ้นไปถึงจุดตัดแบ่งความถี่ซึ่งมักจะเป็นราวๆ 500-800 Hz ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

     จึงได้มีแนวคิดที่จะยกภารกิจด้านเบสส์ต่ำๆให้กับผู้ที่ถนัดทางด้านนี้โดยเฉพาะ….นั่นคือซับวูฟเฟอร์

     ซับวูฟเฟอร์โดยชื่อของมันหมายถึงว่าต่ำกว่าวูฟเฟอร์ หรือวูฟเฟอร์ตัวต่ำ มีหน้าที่หลักในช่วงความถี่ต่ำโดยเฉพาะต่ำกว่าวูฟเฟอร์ปกติ ตั้งแต่ความถี่ราวๆ 150 Hz ลงมาจนถึงความถี่ต่ำสุดเท่าที่มันจะทำได้ อาจจะต่ำกว่า 20 Hz ซึ่งถือว่าเป็นความถี่ต่ำสุดของย่านความถี่เสียงปกติ การออกแบบซับวูฟเฟอร์ต้องผ่านกระบวนการคิดที่มีความพิเศษต่างจากลำโพงทั่วไป และในทำนองเดียวกันการใช้ซับวูฟเฟอร์ก็ต้องมีกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างจากลำโพงทั่วไป

     ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับซับวูฟเฟอร์มาหลายบทความแล้ว แต่รู้สึกว่ายังมีประเด็นปลีกย่อยอีกมากให้เขียนได้อีก จากประสบการณ์ที่ได้ออกแบบและใช้งานมันในห้องต่างๆในชุดต่างๆ ก็ได้เห็นมันในแง่มุมต่างๆในฉบับนี้ส่วนมากจะเป็นประเด็นของการใช้งานครับ อาจจะวกไปถึงเรื่องการออกแบบบ้างเท่าที่จำเป็น

สิ่งที่ควรรู้ในเบื้องต้น

     ในอันดับแรกเราควรจะรู้จักความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวกับซับวูฟเฟอร์กันก่อน

Frequency

     ความถี่เสียงช่วงการรับรู้เสียงของคนเราทั้งหลายจะกำหนดให้เป็น 20-20,000 Hz หนึ่งเฮิรทซ์คือหนึ่งรอบต่อวินาที ยี่สิบเฮิรทซ์ก็คือยี่สิบรอบต่อวินาที ตัวเลขน้อยคือความถี่ต่ำ ซับวูฟเฟอร์ทั่วไปจะสร้างคลื่นความถี่ในช่วง 50-150 เฮิรทซ์หรือต่ำกว่านั้น ดนตรีมีพลังงานมากในช่วงออคเตฟ 40-80 Hz แต่พลังของเสียงหลักจะมีอยู่น้อยในช่วงต่ำกว่า 40 Hz อย่างไรก็ตามออร์แกนท่อขนาดใหญ่และซินธีไซเซอร์อาจลงได้ถึง 20 Hz และเสียงของหอแสดงดนตรีมีพลังงานในช่วงต่ำกว่า 40 Hz พวกเสียงสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ในภาพยนต์เช่นเสียงรถชนหรือเสียงระเบิดอาจมีพลังงานมากในช่วงเวลา 30 วินาที แต่น้อยที่ลงไปต่ำกว่า 30 Hz

Sound Waves

     คลื่นเสียงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ การเดินทางของคลื่นเสียงอาจจะคล้ายคลื่นในแอ่งน้ำนิ่งที่เกิดจากการทิ้งก้อนหินลงไปแล้วมีคลื่นแผ่ออกมาเป็นวง แต่ที่จริงแล้วคลื่นเสียงมีลักษณะแบบเดียวกับคลื่นที่เกิดในสปริงยาวๆ มีส่วนที่อัดและยืดตัว เคลื่อนไปในสปริง อากาศก็มีคุณสมบัติเป็นสปริงรับแรงอัดมาแล้วปล่อยให้แผ่ออกไปรอบๆตัว ความเร็วของคลื่นขึ้นกับความแข็งของสปริงหรือความหนาแน่นของอากาศไม่ขึ้นกับความถี่ ความเร็วของเสียงในอากาศทั่วไปจะอยู่ราวๆ 340-345 เมตร/วินาที แต่ความถี่เสียงจะสัมพันธ์กับความยาวคลื่นเป็นแบบผกผัน ยิ่งความถี่ต่ำความยาวคลื่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นที่ความถี่ 20Hz จะมีความยาวคลื่นประมาณ 340/20=17 เมตร ความยาวคลื่นขนาดนี้สามารถทะลุทะลวงเล็ดลอดเลี้ยวลดไปได้ไกลและรอบทิศทาง เราจึงสามารถได้ยินเสียงเบสส์จากงานวัดที่อยู่ไกลๆได้สบาย

Sound Pressure Level (SPL)-ระดับแรงดันของเสียง

     ความแรงของคลื่นเสียงสัมพันธ์กับความดัง แรงดันของเสียงกำหนดเป็นเดซิเบล dB-Decibels ตัวเลขเป็นหน่วยเดซิเบลนี้ไล่ลำดับไปตามสเกล Log ไม่ได้ไล่ขึ้นตามลำดับปกติ ต้องระวังในการเปรียบเทียบ การแสดงดนตรีออร์เคสตร้าอาจมีบางช่วงที่มีระดับแรงดันเสียงหรือ SPL ถึง 105 dB ส่วนช่วงที่เบาอาจมีเพียง 60 dB ใครกระแอมกระไอก็ได้ยินกันทั้งห้อง และดนตรีร็อคอาจขึ้นไปถึง 120 dB ได้สบายๆ ช่วงที่เบามักจะลงไม่ต่ำกว่า 80 dB

Hearing Sensitivity

     ความไวในการรับรู้เสียง หูมนุษย์เรามีความไวลดลงในช่วงความถี่ต่ำๆที่เลยจากย่านกลางลงมา ท่านจะทดลองได้โดยปรับปุ่มลดความดังที่แอมปลิฟายเออร์ลงมาเรื่อยๆจะรู้สึกว่าเบสส์ลดลงไปเร็วกว่าเสียงย่านกลาง การที่จะได้ยินเสียงเบสส์ต่ำต้องการระดับแรงดันเสียงที่มากพอสมควร การที่จะได้ยินเสียงที่ความถี่ 25 Hz ต้องการระดับแรงดันเสียง (SPL) ที่มากกว่าระดับ SPL ที่ต้องการสำหรับเสียงความถี่ 250Hz หลายเท่าตัว ในโลกแห่งความจริงความถี่ต่ำสร้างขึ้นมาจากของใหญ่ๆเช่นเบสส์ดรัม เบสส์สายยืนตัวใหญ่ๆ แกรนด์เปียโนในคอนเสิร์ท เป็นต้น ลองฟังเสียงกระหึ่มจากเครื่อง V8 หรือหาไม่ได้ก็เครื่องรถสิบล้อเทียบกับเครื่องของรถยนต์ขนาดกระทัดรัดทั่วไป เสียงคำรามของสิงโตหนุ่มกับลูกแมวน้อย ยิ่งความถี่ลดลงเรายิ่งรับรู้ถึงความรู้สึกมากกว่าการได้ยินตามปกติและเราจะเริ่มสับสนกับระดับความแตกต่างของความถี่เสียง

Octave

     ออคเตฟคำนี้ตามพจนานุกรมเขาแปลว่าเสียงคู่แปด ไม่ช่วยให้เราเข้าใจอะไรได้เลย ยกเว้นท่านที่เป็นนักดนตรี มันคือโน้ตคู่กันที่ต่างกันเป็นช่วงแปดขั้นตามบันไดเสียงนั่นเอง อย่างเช่น โน้ต C ที่เส้นล่างของ Cello คือ C2 อยู่ที่ 65.4 Hz และโน้ต C ของ Double Bass ในวงออร์เคสตร้าจะลงไปถึง C1 อยู่ที่ 32.7 Hz เป็นโน้ตที่เรียกว่าโดหรือ C ทั้งคู่ ส่วนความหมายของออคเตฟในด้านเครื่องเสียงเป็นอย่างนี้ครับ เสียงที่ต่างกันไปหนึ่งออคเตฟคือเสียงที่มีความถี่เป็นสองเท่าหรือครึ่งหนึ่งของความถี่นั้น อย่างเช่นเมื่อพิจารณาที่ความถี่ 40 Hz หนึ่งออคเตฟข้างล่างคือ 20 Hz และหนึ่งออคเตฟบนคือ 80 Hz โดยมากเขาจะใช้เลขลงตัวเรียกช่วงความถี่หนึ่งๆ ออคเตฟล่างสุดของความถี่เสียงมักจะถือกันว่าเป็น 20-40 Hz แต่ละออคเตฟที่เพิ่มเติมลงไปข้างล่างต้องการให้ลำโพงผลักอากาศมากขึ้นเป็นสี่เท่าตัว ช่วงความถี่เสียงทั้งหมดจะครอบคลุมอยู่สิบออคเตฟ โดยที่ไม่มีใครกำหนดตายตัวว่าจุดแบ่งของแต่ละออคเตฟอยู่ที่ความถี่ใดโดยเฉพาะ

กราฟ equal loudness contours ของ Fletcher-Munson แสดงการชดเชย ระดับความดัง จากการรับรู้ถึงความดังขอ

Low Frequency Extension

     การลงไปถึงความถี่ต่ำ ผู้ผลิต นักเขียนและนักขายมักจะสาธยายถึงตัวเลขและคำศัพท์ต่างๆที่สามารถทำให้เกิดความสับสนและการเข้าใจผิดๆได้ เช่น ”นี่เลยครับพี่ ซับวูฟเฟอร์ตัวนี้ราคาแค่หมื่นต้นๆเทส่านั้นเองขนาดก็แค่กล่องรองเท้า สามารถให้ความราบเรียบลงไปถึง 20 Hz” ใช่เลยครับ...ในความฝันเท่านั้น เป็นไปได้อย่างไรที่กล่องกระจ้อยร่อยจะสามารถสร้างคลื่นเสียงยาวถึง 17 เมตรโดยมีกำลังเพียงพอที่เราจะได้ยินเสียง มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น การสร้างเสียงเบสส์ที่ดีต้องการการผลักอากาศปริมาณมากถึงจะเล่นได้ที่ระดับความดังที่เป็นจริง อย่าลืมกฏที่ว่าจำเป็นต้องผลักอากาศเป็นสี่เท่าในการลงไปอีกหนึ่งออคเตฟ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าท่านมีลำโพงทาวเวอร์คุณภาพดีคู่หนึ่ง ใช้ไดรเวอร์ขนาดสิบนิ้วที่ให้เบสส์ที่มีคุณภาพลงไปถึงราวๆ 40 Hz แล้วมีนักขายมาบอกท่านว่าเขามีซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ไดรเวอร์สิบนิ้วตัวเดียวโดดๆ ที่จะให้ดึงช่วงการทำงานของระบบเครื่องเสียงของท่านให้ลงไปถึง 20 Hz ถ้าท่านพิจารณาดูจะพบว่าซับวูฟเอร์ขนาดสิบนิ้วของเขานั้นจะต้องผลักอากาศมากเป็นแปดเท่าตัวของวูฟเฟอร์เดิมสองตัวที่ท่านมีอยู่ ที่จริงแล้วการเพิ่มซับวูฟเฟอร์เข้าไปอาจทำให้รู้สึกว่ามีเบสส์มากขึ้น ช่วยสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ในภาพยนต์ได้ชัดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะช่วยให้ระบบเสียงให้การตอบสนองเทางเบสส์ได้ลึกมากขึ้นจริงจัง

Line Level

     ไลน์เลเวลหมายถึงความแรงสัญญาณในระดับสัญญาณทั่วไป อย่างที่เราใช้ต่อสัญญาณ เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี จูนเนอร์ เซอร์ราวนด์โปรเซสเซอร์ ตัวถอดระหัสฯลฯ เราจะใช้สายสัญญาณอาจจะมีชีลด์ป้องกันการรบกวน ใช้ขั้วต่อเป็นแบบ RCA สัญญาณในระดับนี้ยังไม่ได้รับการขยายให้ขับลำโพงเป็นเสียงได้ เมื่อสัญญาณผ่านเพาเวอร์แอมปลิฟายเออร์ขยายให้มีพลังงานพอจะขับลำโพงได้จะต่อออกทางขั้วต่อสายลำโพงและเรียกระดับความแรงของสัญญาณนี้ว่า Speaker Level

Active Crossover

     แอคตีฟครอสส์โอเวอร์คือตัวแบ่งความถี่ของสัญญาณที่ระดับไลน์เลเวล โดยใช้อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์อาจจะประกอบขึ้นจากชิปไอซี ทรานซิสเตอร์แยกเป็นตัวๆ หรือหลอดสูญญากาศ แอคตีฟครอสส์โอเวอร์จะมีภาคบัฟเฟอร์ช่วยให้ส่งผ่านสัญญาณได้ถูกต้องแน่นอนไม่ขึ้นกับการแปรเปลี่ยนทางอิมพีแดนซ์ของโหลด

Passive Crossover

     แพสซีฟครอสส์โอเวอร์คือตัวแบ่งความถี่ที่ใช้อุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่ไม่มีอุปกรณ์ประเภททรานซิสเตอร์หรือหลอดฯ ไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าเลี้ยง ส่วนมากจะมีพวก คะแปซิเตอร์หรือตัวเก็บประจุ อินดัคเตอร์หรือขดลวดเหนี่ยวนำ และรีซิสเตอร์หรือตัวต้านทาน โดยมากจะใช้กับสัญญาณที่ผ่านการขยายแล้ว การทำงานของแพสซีฟครอสส์โอเวอร์จะขึ้นกับโหลด การส่งผ่านสัญญาณอาจจะไม่เรียบหรือเที่ยงตรงหากใช้กับลำโพงที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้ด้วยกัน

High-Pass Filter

     ส่วนประกอบที่สำคัญของครอสส์โอเวอร์ ส่วนนี้จะปล่อยสัญญาณความถี่สูงกว่าจุดตัดแบ่งความถี่ให้ผ่านไปใช้งานได้และลดทอนสัญญาณที่มีความถี่ต่ำกว่าจุดตัดแบ่งสัญญาณ ในกรณีที่ใช้กับครอสส์โอเวอร์ของซับวูฟเฟอร์ high-pass filter ทำให้ลำโพงคู่หลักได้รับสัญญาณช่วงบนไม่ต้องรับสัญญาณเบสส์ต่ำทำให้เล่นได้ดังขึ้นโดยมีdistortionต่ำลง

Low-Pass Filter

     ส่วนนี้ปล่อยให้สัญญาณความถี่ต่ำผ่านไปและกั้นสัญญาณความถี่สูงไว้ วงจรนี้อาจอยู่ในซับวูฟเฟอร์หรืออยู่กับโปรเซสเซอร์ที่ปล่อยสัญญาณให้ซับวูฟเฟอร์โดยตรง

Crossover Slope
     วงจรกรองสัญญาณหรือฟิลเตอร์ทั้งแบบ high-pass และ low-pass จะไม่ได้กรองหรือตัดสัญญาณแบบฉับพลันที่ความถี่นั้นๆ แต่จะลดทอนสัญญาณให้ลาดโรยลงไป ความลาดชันหรืออัตราการลดทอนสัญญาณจะแตกต่างกันไปตามการออกแบบ โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 6dB/Octave (เรียกว่า 1st order) 12dB/Octave (2nd order) 18dB/Octave (3rd order) ถึง 24dB/Octave (4th order) ตัวเลขยิ่งมากก็ยิ่งมีความลาดชันมากยิ่งตัดสัญญาณเด็ดขาด ตัวอย่างเพื่อความเข้าใจดังนี้ high-pass แบบ 1st order ออกแบบไว้ตัดสัญญาณที่ 100 Hz จะตัดทอนสัญญาณลงไป 6 dB ที่ 50 Hz ออคเตฟถัดไปก็ทอนสัญญาณลงไปอีก 6 dB เป็น 12 dB ที่ 25 Hz ทั้งนี้การหักมุมของการทอนสัญญาณก็จะมีรูปแบบต่างกันได้อีก เขาตั้งชื่อรูปแบบต่างๆไว้เช่น Chebychev Butterworth Bessel และ Linkwitz-Riley เป็นต้น นักขายและเอกสารจากผู้ผลิตทั้งหลายมักจะบอกว่าเขาเลือกใช้รูปแบบของวงจรที่เหนือกว่าแบบอื่นๆ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นกฏตายตัวว่ารูปแบบไหนจะดีกว่าแบบอื่น และอาจกล่าวได้ว่าไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด มันขึ้นอยู่กับรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย

Impedance

     อิมพีแดนซ์คือคุณสมบัติแสดงความต้านทางกระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็นโอห์ม แต่อิมพีแดนซ์ต่างจากความต้านทานปกติซึ่งวัดค่าจากการผ่านกระแสไฟฟ้าตรงโดยที่เป็นความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้าสลับที่ความถี่ต่างๆ อิมพีแดนซ์เป็นผลรวมจากความต้านทานปกติ ความต้านทานอันเกิดจากความเหนี่ยวนำ และความต้านทานอันเกิดจากการเก็บประจุไฟฟ้า ลำโพงทั่วไปจะบอกว่ามีอิมพีแดนซ์4 หรือ 8 โอห์ม แต่ที่จริงแล้วลำโพงจะมีค่าอิมพีแดนซ์ที่แปรเปลี่ยนไปกับความถี่ ลำโพงที่บอกว่าอิมพีแดนซ์ 8 โอห์มอาจจะมีค่าที่วัดได้ต่ำกว่า 4 โอห์ม หรือสูงกว่า 60 โอห์มที่บางความถี่ เส้นแสดงอิมพีแดนซ์ที่แปรเปลี่ยนไปกับความถี่ของลำโพงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะเฉพาะตัวขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของไดรเวอร์และครอสส์โอเวอร์เน็ทเวิรค ส่วนแอมปลิฟายเออร์ก็มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านขาเข้าประมาณ 10,000-100,000 โอห์ม ด้านขาออกประมาณ 0.1 โอห์มสำหรับแอมปลิฟายเออร์แบบทรานชิสเตอร์โดยมากไม่ค่อยเปลี่ยนไปกับความถี่ และประมาณ 4-16 โอห์มสำหรับแอมปลิฟายเออร์แบบหลอดฯค่านี้อาจจะสูงขึ้นหลายเท่าตัวที่ความถี่สูงๆ

Phase

     หมายถึงช่วงจังหวะของคลื่นสัญญาณ สัญญาณไฟฟ้ามีทั้งซีกบวกและซีกลบขึ้นไปสูงสุดและลงไปต่ำสุด อาจจะเทียบได้กับวันข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ก็ได้ครับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่เมื่อมีสัญญาณสองชุดมารวมกันนั้นแต่ละสัญญาณจะอยู่ในช่วงจังหวะที่ตรงกันหรือไม่ หากว่าตรงกันผลรวมก็จะเสริมกัน หากว่าตรงกันข้ามกันก็จะหักล้างกัน ในกรณีของเราคือสัญญาณคลื่นเสียงจากลำโพงหลักกับซับวูฟเฟอร์ ที่ถูกแล้วควรจะเป็นคลื่นสัญญาณที่สอดคล้องกัน ตำแหน่งที่พิจารณาคือจุดที่ผู้ฟังอยู่นั่นเอง เฟสของคลื่นสัญญาณขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลำโพงด้วย ดังนั้นหากว่าซับวูฟเฟอร์อยู่ห่างจากลำโพงหลักมากๆก็มีโอกาสที่จะเกิดการเหลื่อมทางเฟสได้มากและเป็นผลให้การรวมตัวของคลื่นเสียงหักล้างกันในบางจังหวะเป็นเสียงที่วูบวาบไม่แน่นอน

     ว่ากันแค่นี้พอก่อนประเดี๋ยวจะง่วงหลับไปเสียก่อน เรามาเข้าสู่เรื่องของการใช้งานซับวูฟเฟอร์กันได้แล้ว หน้าที่ของซับวูฟเฟอร์ก็คือช่วยให้ระบบตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้อีก มันเป็นตัวเสริมเข้ากับชุดหลักครับไม่สามารถใช้ได้แต่ลำพัง หากใครอยากลองฟังเสียงของซับวูฟเฟอร์แบบไม่ผสมโซดาก็ลองได้เลย ปิดเสียงเข้าลำโพงหลักเท่านั้นเองท่านก็จะได้ฟังเสียงอืดๆอือๆถึดๆทือๆไปตามเรื่อง ไม่ได้เป็นเพลงอะไร หากท่านไม่ได้ใช้ซับวูฟเฟอร์อยู่คงต้องไปลองฟังที่ร้านขายก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร

บทความจาก นิตยสาร สเตอริโอ ฉบับที่ 187 “

อ่านเอาเรื่อง หน้าต่างที่เปิดกว้าง” โดยนภดล บุญบันดาล

เรียบเรียงใหม่ สหรัฐ เจริญสิน